[Fic] ---สามี--- Part 17-18

posted on 23 Oct 2011 10:31 by bronun-yunjae in Husband

หลังจากที่แจจุงกลับไปคุณหมอหนุ่มที่เคยบ่นว่าหิวนักหิวหนาก็ไม่ยอมออกไปทานข้าวสักที  จนผู้ช่วยอย่างลีน่าต้องเข้ามาตามพร้อมกับเตือนสติว่าควรจะหาอะไรใส่ท้องได้แล้วก่อนที่จะมีคนไข้เข้ามาจนไม่เหลือเวลาให้ทานอะไรเลย 

                “คุณหมอคะไปทานข้าวกันเถอะค่ะ”  ลีน่าพูดพร้อมกับถอดเสื้อกราวน์ออกแขวนเอาไว้เพื่อบ่งบอกว่าเธอพร้อมที่จะออกไปข้างนอกแล้วนะ  ชางมินเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มถอดของตัวเองบ้าง

 

                “คนเมื่อสักครู่เขาเป็นอะไรกับคุณเหรอคะ”  ลีน่าเห็นว่าช่วงเวลานี้แหละที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งคำถาม  เพราะถ้าหากว่าคุณหมอหนุ่มได้สติที่เลื่อนลอยกลับคืนมาเมื่อไหร่ไม่แคล้วจะด่าเธอว่าจุ้น

                “เขาเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน”  ตอบออกมาอย่างง่ายดายตามที่ลีน่าคิดเอาไว้ไม่มีผิด

                “เฮ้ยชางมิน...เห็นรุ่นพี่หน้าหวานคนนั้นป่าววะ”  เพื่อนคนหนึ่งสะกิดไหล่พร้อมกับชี้ให้เขามองไปทางโต๊ะหินอ่อนที่สิ่งมีชีวิตที่เจิดจ้าที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมากำลังนั่งรออะไรสักอย่างอยู่  ใบหน้าสวยหวานเริดขึ้นรับลมเย็นๆ พร้อมกับเปลือกตาที่ปิดซ่อนดวงตากลมโตเอาไว้ภายในทำให้เขาเผลอตัวจ้องมองภาพนั้นราวกับเป็นปฏิมากรรมชิ้นเอกจากพระเจ้า

            “อะ  อืม”  แทบจะไม่มีเสียงตอบรับเพราะเขาเอาแต่มองจนเพื่อนๆ เดินเลยไปไกลแล้ว

            “มองอะไรเหรอชางมิน”  เป็นรุ่นพี่อีกคนหนึ่งที่เขารู้จักเป็นอย่างดีเดินเข้ามาตบไหล่เขาพร้อมกับมองไปทิศทางเดียวกับที่เขากำลังมองอยู่

            “พี่ยูชอน...”  ชายหนุ่มสะดุ้งด้วยความตกใจ

 

 

            “พี่ถามว่านายมองอะไร”  ยูชอนรู้แล้วว่าชางมินกำลังมองอะไร  เพียงแต่ต้องการความแน่ใจว่ากำลังมองสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีทางเอื้อมถึง

            “มองพี่คนนั้น”  เพราะชางมินและยูชอนสนิทกันมากเขาจึงเปิดเผยกันทุกเรื่อง  ชายหนุ่มชี้ไปยังรุ่นพี่ร่างบางที่ยังคงนั่งหลับตาอยู่เช่นเดิม 

            “ชื่อคิม  แจจุง....เพื่อนสนิทของพี่เอง”  คำตอบของยูชอนทำเอาชางมินตาโตเกือบเท่าไข่ห่าน  ไม่คิดว่าจะได้รู้จักชื่อเร็วขนาดนี้  และไม่คิดว่าจะเป็นคนใกล้ตัว 

            “..................”  ชางมินพูดอะไรไม่ออกแต่ยูชอนก็พอจะเดาได้ว่ารุ่นน้องของตัวเองกำลังต้องการอะไร  เขาจึงพาชางมินเดินเข้าไปหาแจจุงด้วยกันพร้อมกับแนะนำน้องให้เพื่อนร่างบางรู้จักเสร็จสรรพ

            “แจจุง...”  ยูชอนเรียกเบาๆ เพื่อนหน้าสวยก็ลืมตาขึ้น  ทันทีที่เปลือกตาเปิดออก  ดวงตากลมโตสีดำขลับสว่างสุกใสก็ปรากฏต่อสายตาของรุ่นน้องที่กำลังยืนใจสั่น 

            “นายมาช้า”  เสียงหวานที่ติดจะแข็งนิดหน่อยไม่ทำให้ชางมินได้สติคืนมาเลยสักนิด  ขณะเดียวกันแจจุงเองก็ไม่ได้มองเห็นถึงความมีตัวตนของชางมินเลยแม้แต่นิดเดียว  เพราะเขากำลังสนใจน้ำและขนมในมือของยูชอนมากกว่า

 

 

            “นี่...สนใจคนอื่นก่อนได้ไหม”  ยูชอนชินเสียแล้วกับการไม่สนใจใครของแจจุง  แต่เขาห่วงว่าชางมินจะคิดยังไงมากกว่า  อย่างน้อยเขาก็ไม่อย่างให้เพื่อนของตัวเองดูไม่ดีในสายตาของคนอื่น

            “มีอะไรน่าสนใจล่ะ”  แจจุงละความสนใจจากกองขนมก่อนเงยหน้ามองเพื่อนของตัวเอง  พร้อมทั้งเหล่มองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ยูชอน

            “ใคร...”

            “เอ่อ...ผมชิม  ชางมินครับ”  ชางมินรีบแนะนำตัวเองทันทีที่เห็นว่าดวงตากลมโตหันมามองเขาแม้เพียงเสี้ยววินาที

            “อืม...รู้จักฉันแล้วใช่ไหม”  ร่างบางรู้ตัวอยู่เสมอว่าใครๆ ก็รู้จักเขา  แต่เขาก็ไม่ไดอยากรู้จักใครจึงคบกันอยู่แค่สองคนกับยูชอนเท่านั้น

            “ครับ” 

            เพียงแค่คำพูดประโยคสั้นๆ ก็ทำให้ชางมินดีใจได้ 

            เพียงแค่รอยยิ้มที่แม้ว่าจะไม่ได้ยิ้มให้เขาก็ทำให้เขาเพ้อไปไกลจนยากที่จะถอนตัว

 

                “โอ้โหห....รุ่นพี่คนนี้หยิ่งชะมัด”  หญิงสาวฟังจากที่ชางมินเล่าก็รู้แล้วว่ารุ่นพี่หน้าหวานที่หนานแต่หน้าจริงๆ นิสัยไม่น่าคบด้วยเลยสักนิดไม่น่าเชื่อว่าชางมินจะทนรักทนชอบอยู่ได้ตั้งหลายปี

 

 

                “หลังจากนั้นทั้งพี่ยูชอนและพี่แจจุงเขาก็ไปเรียนต่อที่ประเทศอเมริกา  ผมก็เลยขอทุนแพทย์ที่นั่นเพื่อตามพี่แจจุงไป”  ชางมินนึกแล้วก็ยิ้มขำกับความคิดของตัวเองในตอนนั้นไม่รู้ทำไมเขาต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อคนๆ หนึ่งที่ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา

                “น่านับถือจริงๆ คุณหมอชางมิน”  ลีน่าพูดแกมประชด  เพราะสำหรับเธอแล้วความรักที่เฝ้ารออย่างไร้จุดหมายแบบนั้นมันดูไร้สาระเกินไป 

                “เธอไม่เคยรักใคร....จะไปรู้อะไร”  ชางมินกระแทกเสียงที่ผู้ช่วยสาวบังอาจมาดูถูกความรักที่เขามีให้รุ่นพี่แจจุงมาตลอดระยะเวลาหลายปีถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะน้อยลงแล้วก็ตาม   อาจเป็นเพราะตอนนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะมากขึ้นรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร

                การเฝ้ารักเฝ้ารอใครสักคนที่เขามีเจ้าของแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำ  ถึงแม้ว่าในวันนี้แจจุงจะมาตรวจครรภ์เพียงคนเดียวแต่การมีตัวตนของเด็กในครรภ์นั่นเป็นหลักฐานอย่างดีว่าเขาควรจะตัดใจจากรุ่นพี่ได้แล้ว

                “ทำไมฉันจะไม่เคยรักใคร”  ลีน่าเถียงกลับด้วยความรวดเร็ว  ถึงเธอจะมองดูเป็นผู้หญิงบ้างานแต่เธอก็มีความรู้สึก  หวั่นไหวเป็นเหมือนกัน  ยิ่งกับผู้ชายที่อายุน้อยกว่าเธอก็ยิ่งหวั่นไหวมากเป็นพิเศษ

 

                “ผู้ชายคนนั้นโชคร้ายชะมัด”  ชางมินแกล้งพูดให้ลีน่าเสียความมั่นใจทั้งที่เขาเองก็รู้ว่าคนอย่างเธอไม่มีทางเสียความมั่นใจได้เด็ดขาด  เพราะเธอมั่นใจในตนเองอย่างสุดโต่งอย่างที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนเลยในชีวิต

                “เขาอาจจะเป็นคนที่โชคดีก็ได้นะ”  หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับจ้องนัยตาของคุณหมอหนุ่มอย่างพยายามสื่อความหมาย

                “ไม่เอาน่ายัยป้า...ทำตาแบบนั้นมันน่าขนลุก”  ชางมินแกล้งลุกหนีเพื่อกลบเกลื่อนความเขินของตนเอง   นานมาแล้วที่เขาไม่เคยใจสั่นกับดวงตาของใครตั้งแต่ตอนนั้นที่เขาได้จ้องของพี่แจจุง

                จะว่าไปตาของลีน่าก็กลมโตไม่แพ้รุ่นพี่แจจุงเลยนะ

 

……..:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::…….

 

                เป็นอีกวันที่แจจุงไปนั่งทอดอารมณ์ที่ริมแม่น้ำฮัน  มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหลายต่อหลายครั้งหลังจากที่เปิดเครื่องมาเจอกับมิสคอลของยุนโฮเกือบร้อยสาย 

               

 

เขายังไม่อยากโทรกลับตอนนี้  และอีกใจหนึ่งก็เฝ้ารอให้อีกฝ่ายโทรมาหาอีกครั้ง  แค่เห็นจำนวนมิสคอลเขาก็รับรู้ได้แล้วว่ายุนโฮเป็นห่วงเขามากขนาดไหน  แต่เขายังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ทั้งที่เป็นบ้านของเขาเองแต่กลับรู้สึกไม่ปลอดภัยแม้ว่าจะมียุนโฮอยู่ด้วยตลอดเวลาก็ตามที

Rrrrrrrrrrrrrrrrr

ร่างบางสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อเสียงโทรศัพท์ที่เฝ้ารอดังขึ้นดวงตากลมโตที่มองที่หน้าจอทันทีหวังว่าจะเป็นคนที่เขากำลังคิดถึง

ยูชอน

แจจุงถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อคนที่โทรมาไม่ใช่คนที่หวังเอาไว้

“ว่าไง”  เสียงหวานที่ติดจะแข็งนิดหน่อยด้วยความไม่พอใจที่ไม่ใช่ยุนโฮ

( ทำไมเสียงเป็นงั้นล่ะ )  ยูชอนรู้ทางเพื่อนหน้าสวยคนนี้เสมอไม่ว่าจะทำอะไรหรือเป็นอะไรเขาก็รู้

“ก็ฉันไม่ได้รอนายอยู่นี่”  แจจุงเองก็ไม่เคยมีอะไรปิดบังเพื่อนรักคนนี้เช่นเดียวกัน

( อ้อ...รอสามีสุดที่รักโทรมาหาอยู่หรือไง )  หลังจากที่คุยกันครั้งล่าสุดก็พอจะรู้ว่าคุณหนูคิมที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ นั้นได้มอบหัวใจให้สามีตัวโตอย่างยุนโฮไปเรียบร้อยแล้ว

 

“กวนประสาท...”  แม้ปากบางจะพูดออกไปแบบนั้นแต่ใบหน้าหวานก็แอบยิ้มอยู่คนเดียวเพราะที่เพื่อนพูดก็โดนใจเข้าไปเต็มๆ

( อ่านอีเมล์ที่นายส่งมาแล้วนะ...เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะกลับไป )  อีเมล์ที่ว่านั่นคือแจจุงส่งไปยูชอนเรื่องที่มิยองมาบอกว่ากำลังอุ้มท้องลูกของเขา

“นายลงทุนกลับมา...เชื่อว่าเป็นลูกนายหรือไง”  เพราะถ้ายูชอนมั่นใจว่าไม่ใช่ลูกก็คงจะยอมลงทุนทิ้งธุรกิจที่อเมริกาแล้วเดินทางมาเกาหลีอย่างแน่นอน

( ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ....อยากกลับไปคุยกับเธอ )  อาจเป็นเพราะตอนนี้ยูชอนรู้สึกเหงาเกินไปเมื่อมีโอกาสที่จะได้เลี้ยงลูกก็เลยรีบคว้าเอาไว้

“นี่....ถ้านายมีลูกจะแล้วจะเลี้ยงคนเดียวได้เหรอ”  ที่ถามไปแบบนั้นก็เพราะตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยงคนเดียวได้หรือเปล่า

( เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะ  ฉันกำลังเคลียร์งานอยู่ บาย ) 

แจจุงมองโทรศัพท์ด้วยความงุนงงที่เพื่อนรักวางสายไปเฉยเลย  ไม่รอให้เขาบอกลาแต่ก็พอเข้าใจว่าคงจะงานยุ่งจริงๆ แต่ยังไงเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงจะได้คุยกันอยู่ดี

 

 

ท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงจากสีฟ้าสดใสกลายเป็นสีส้มเพื่อรอคอยให้ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปจนหมดจนกลายเป็นสีดำสนิท  ร่างบางก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมทอดอารมณ์อยู่อย่างนั้น

“พ่อครับ...แจจุงคนนี้กำลังจะมีหลานให้พ่อแล้วนะ”  ท้องที่เคยแบนราบเริ่มนูนขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมๆ กับร่างบางที่เริ่มอวบอิ่มมีน้ำมีนวลขึ้นหากใครที่มีประสบการณ์ก็คงพอจะมองออกว่าเขากำลังท้องอยู่

“พ่อเก่งจังเลี้ยงแจจุงมาด้วยตัวคนเดียว”  เขากำลังนึกถึงตอนเด็กๆ ที่อยู่กับพ่อสองคน  เขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าขาดความอบอุ่นเพราะพ่อมีให้เขาทุกสิ่งทุกอย่าง 

แล้วเขาล่ะ....จะทำได้ดีอย่างที่พ่อทำให้หรือเปล่า

 

……..:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::…….

 

แจจุงกลับมาถึงบ้านด้วยเวลาเกือบสี่ทุ่มในขณะที่ทุกคนเข้านอนกันไปหมดแล้วเหลือเพียงยุนโฮที่ยังคงรอคอยการกลับมาของร่างบางอยู่ตั้งแต่เย็น 

“กลับมาแล้วเหรอ”  น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิดจนร่างบางขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

 

“อืมม”  ลากเสียงยาวด้วยความอ่อนเพลีย  ความจริงแล้วคุณหมอก็บอกให้เขาพักผ่อนเยอะๆ แต่เขากลับมีเรื่องให้คิดมากมายจนไม่ยอมพักผ่อน

“ทำไมกลับมาดึกขนาดนี้ล่ะ”  มือหนารีบวัดอุณหภูมิตรงหน้าผากบางด้วยความเป็นห่วง

“ไปนั่งเล่นที่แม่น้ำฮัน....คิดถึงพ่อน่ะ”  แจจุงหลับตาพริ้มยอมให้สามีตรวจวัดไข้แต่โดยดี  ตากลมเย็นๆ มาแล้วโดนมืออุ่นๆ ของยุนโฮก็รู้สึกดีไม่น้อยเลย

“ไม่คิดถึงผมบ้างเหรอ”  ยุนโฮพูดยิ้มๆ เขาไม่ได้ต้องการคำตอบเพราะรู้ว่ายังไงคุณหนูคิมก็ยังเป็นคุณหนูปากแข็งอยู่วันยันค่ำ

“.................”  ร่างบางไม่พูดอะไรดวงตากลมโตช้อนมองร่างสูงที่ดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดีมาตลอด   แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยไม่เคยแปรเปลี่ยนทำให้เขาหวั่นไหวได้ไม่น้อยเลย  หัวใจดวงน้อยสั่นไหวราวกับลูกนกที่ไร้แม่นกคอยให้ความอบอุ่น

เวลาแห่งความเงียบงันผ่านไปเนิ่นนานพร้อมๆ กับเกมส์จ้องตา  ในที่สุดร่างบางก็คว้าเอามือหยาบของยุนโฮมาแตะที่หน้าท้องของตนเองด้วยความแผ่วเบา  ขณะที่ในใจของยุนโฮก็ลิงโลดด้วยความดีใจที่แจจุงเปิดโอกาสให้เขาได้รับรู้ถึงการมีตัวตนของลูกน้อยในท้องแล้ว

 

“ฉันท้องได้สี่เดือนแล้ว”  ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาอยากจะบอกพ่อของลูก  อยากจะบอกให้รับรู้ว่าตอนนี้มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดมา   อาจเป็นเพราะความกล้าหาญของมิยองที่ทำให้เขากลับมาพิจารณาเรื่องราวของตนเอง   มิยองยังกล้าที่บอกยูชอนว่าเธอกำลังท้องทั้งๆ ที่ทั้งสองไม่ได้มีใจรักกันเลยสักนิด   แต่เขาและยุนโฮเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายรวมทั้งยุนโฮเองก็บอกรักเขาอยู่ทุกวัน  ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องปิดบังว่าที่คุณพ่อที่แสนดีคนนี้เลยสักนิด

“น่าน้อยใจจังเลยนะครับ....เพิ่งจะมาบอกผมเอาตอนนี้”  แม้คำพูดจะเป็นอย่างนั้นแต่ใบหน้าหล่อคมก็ไม่ได้หมายความตามนั้นเลยสักนิด   กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขที่ไม่อาจจะหามาจากที่ไหนได้อีกแล้ว

“มะ..ไม่ดีใจเลยเหรอ”  ยุนโฮไม่ได้แสดงอาการดีใจอะไรอย่างที่ควรจะเป็นเลย  เขาเพียงแค่ยิ้มจนทำให้ร่างบางรู้สึกเสียความมั่นใจที่บอกออกไป

“ผมดีใจไปแล้วน่ะสิ....แอบร้องไห้ไปแล้วด้วย  ผมรู้แล้วว่าคุณท้อง   ขอโทษนะครับที่ไปยุ่งกับโต๊ะทำงานของคุณ”  ยุนโฮคว้าภรรยาเข้ามากอดด้วยความนุ่มนวล  วันนี้หลังจากที่กลับมาถึงบ้านเขาก็แอบร้องไห้

 

อยู่คนเดียวในห้องนอนด้วยความดีใจที่ไม่สามารถจะบอกใครได้  ทำได้แต่เพียงรอเวลาให้ร่างบางเปิดใจยอมรับเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการได้ดูแลลูก

                ร่างบางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองแบ่งยาบำรุงครรภ์ที่หมอจัดให้มาวางไว้บนโต๊ะที่ทำงาน

                “ครอบครัวของเรากำลังจะสมบูรณ์แล้วนะ”  ยุนโฮเป็นคนทำลายความเงียบที่แสนหวานชวนร้องนั้นลง  ในขณะที่ร่างบางไม่สามารถที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกแล้ว

                “ฮึก...ฮือๆๆ”  เสียงหวานร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับความทุกข์ที่อยู่ในใจมานานแสนนานได้ปลดปล่อยมันออกมาสักที

                “ผมรักคุณนะครับ....”  ยุนโฮรู้ว่าร่างบางในอ้อมกอดกำลังคิดอะไรอยู่   ไม่รู้เหมือนกันว่ารู้ได้ยังไง  รู้แค่เพียงว่าเขาอยากจะพูดประโยคนี้  อยากพูดไปตลอดจนกว่าเขาจะหยุดหายใจ

                “ฮึก...ฉันรู้แล้ว...ฉันก็รักนายนะ”  ในที่สุดคุณหนูปากแข็งก็ยอมเปิดใจตัวเองสักที

หน้าต่างที่ถูกปิดตายมานานเมื่อถูกใครสักคนมาเปิดออกหน้าต่างบานนั้นก็จะรับลมเย็นๆ ที่ไม่เคยสัมผัสได้อย่างเต็มที่

“ผมรู้แล้วครับ”  ทั้งสองกอดกันอยู่อย่างนั้นด้วยความตื้นตัน

 

ในที่สุดหัวใจของเขาก็ตรงกันสักทีอาจจะใช้เวลา  อาจต้องใช้ความอดทน  แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายามของคนทั้งคู่

                “ไปนอนกันดีกว่านะครับ...คุณแม่กับคุณลูกต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ”  ยุนโฮอุ้มร่างบางขึ้นในท่าเจ้าสาวโดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว   แจจุงก็ทำได้เพียงยิ้มเขินพร้อมกับแขนบางที่คว้าลำคอแกร่งเอาไว้  ใบหน้าหวานซบลงบนอกแกร่งหลบหนีดวงตาคมกริบที่จ้องมองเขาอยู่

                “เขินเหรอ”  ยิ่งเห็นแก้มแดงๆ นั้นก็ยิ่งอยากแกล้งให้เขินหนักขึ้นไปอีก

                “หยุดพูดเลยนะ”  แก้มนิ่มพองออกด้วยความไม่พอใจที่ถูกล้อ  จนคนอุ้มต้องก้มลงมาฉวยเอาความหอมจากแก้มนิ่มนั้นด้วยความหมันเขี้ยว

                “อย่าเพิ่งหลับนะครับ...เดี๋ยวผมไปเอานมอุ่นๆ มาให้”  ทันทีที่ส่งว่าที่คุณแม่คนสวยถึงเตียงยุนโฮก็รีบดึงผ้าห่มมาคลุมให้ทันทีพร้อมกับออกคำสั่งที่ทำให้ร่างบางยิ้มรับด้วยความเต็มใจ

                “เร็วๆ นะ”  ใบหน้าหวานมุดอยู่ในผ้าห่มพูดอู้อี้ด้วยความขวยเขินจนยุนโฮต้องแกล้งอีกครั้ง

                “ทำไมล่ะครับ”  ร่างสูงแกล้งก้มลงถามจนจมูกของทั้งสองห่างกันไม่ถึงเซนติเมตร

 

                “กะ..ก็  ลูกคงอยากให้คุณพ่อกอดแล้วล่ะ”  พูดไปก็แก้มแดงไป  จนยุนโฮต้องขโมยหอมแก้มนิ่มนั้นอีกสองครั้งข้อหาน่ารักเกินไป

                เห็นทีคราวนี้แม่เสือชีต้าคงกลายเป็นแมวน้อยที่น่ารักไปซะแล้วล่ะ

                “ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อจะรีบกลับมานะครับ....คุณแม่รอหน่อยนะจ๊ะ” 

                เพียงแค่เปิดใจ

                เพียงแค่พูดตามที่ใจรู้สึก

                สิ่งต่างๆ ก็ดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยคาดฝันว่าการมีครอบครัวจะมีความสุขถึงขนาดนี้

 

……..:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::…….

 

                “ฉันท้องได้สี่เดือนแล้ว”

                เสียงของแจจุงยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของจุนซูไม่หาย  ข่าวร้ายที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุดกลับบังเอิญได้รับรู้มันอย่างไม่ตั้งใจ  มือเล็กกำแน่น  ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่อยู่

 

 

                “ม่ายยยยยยยย!!!!!!!!!!”   เสียงร้อยดังลั่นของจุนซูเรียกความสนใจจากทุกคนในบ้านได้เป็นอย่างดี   บรรดาแม่บ้านและสาวใช้วิ่งขึ้นมาดูด้วยความตกใจ

                “เกิดอะไรขึ้นน่ะ”  ยุนโฮที่กำลังนอนกอดแจจุงด้วยความเป็นสุขต้องสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ  เมื่อเปิดประตูห้องนอนออกมาก็พบกับสาวใช้ที่พากันวิ่งไปยังห้องนอนของจุนซู

                “ไม่ทราบค่ะ...อยู่ๆ คุณจุนซูก็ร้องเสียงดัง  พวกเราก็เลยขึ้นมาดู”  สาวใช้ตอบหน้าตาตื่น 

                “พวกเธอไปนอนเถอะเดี๋ยวฉันเข้าไปดูเอง”  อาการคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อสมัยเด็กๆ ไม่ทำให้ยุนโฮตื่นตกใจอะไรมากนัก  อาจเป็นเพราะตอนนี้จุนซูขาดการกินยาตามที่ต้องรักษา   เวลาที่มีสิ่งกระทบจิตใจร่างเล็กก็จะทำทุกอย่างด้วยอารมณ์ที่ขาดการควบคุม

                “มีอะไรเหรอยุนโฮ”  แจจุงเดินตามออกมาดูด้วยคน  เพราะยุนโฮบอกว่าจะออกมาแป๊ปเดียว

            “แจจุง....ออกมาทำไมครับ”  ยุนโฮรีบเข้าไปประคองร่างบางที่เดินออกมาด้วยท่าทางของคนที่ยังตื่นไม่เต็มที่

                “เสียงอะไรเหรอยุนโฮ” 

                “ไม่มีอะไรหรอก...คุณเข้าไปนอนก่อนนะครับเดี๋ยวผมไปส่ง” 

 

ยุนโฮรีบพาร่างบางเข้าไปในห้องนอนเพราะไม่อยากให้รับรู้ว่าจุนซูเป็นอะไร  ไม่ได้อยากปิดบังเพื่อช่วยเหลือญาติแต่เพียงแค่ไม่อยากให้คนท้องต้องมาเกิดความไม่สบายใจ  เขาคิดว่าเรื่องนี้เขาสามารถจัดการมันได้เหมือนที่เคยผ่านมา

                “อืมม”  ร่างบางพยักหน้าอย่างว่าง่ายยอมให้สามีพามานอนที่เตียงตามเดิม   เมื่อเห็นว่าแจจุงหลับสนิทร่างสูงก็รีบหยิบกุญแจห้องพร้อมกับล๊อกประตูห้องนอนของตัวเองและแจจุงอย่างแน่นหนาก่อนจะเดินไปยังห้องนอนของจุนซู

                ในเวลานี้เขาจะยอมให้จุนซูเข้าถึงตัวแจจุงไม่ได้เด็ดขาดเลย

                ก๊อก  ก๊อก  ก๊อก

                ชายหนุ่มเคาะประตูห้องของญาติร่างเล็กอยู่สักพักแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากภายในเลยแม้แต่น้อย  ในที่สุดยุนโฮก็ตัดสินใจไขกุญแจเข้าไปเพราะห้องของจุนซูตอนนี้มันเคยเป็นห้องของเขา  ไม่แปลกที่เขาจะมีกุญแจสำรองเก็บไว้

                “จุนซู....”  ยุนโฮเรียกหาร่างเล็กเมื่อเห็นว่าเตียงสีขาวว่างเปล่าพร้อมกับทีวีที่ยังคงเปิดอยู่อย่างนั้น

                “จุนซู....อยู่ไหน”  ร่างสูงเดินไปยังส่วนต่างๆ ของห้องนอนด้วยความระมัดระวัง   ประสบการณ์สอนเขาว่าจุนซูที่กำลังคลุ้มคลั่งนั้นอันตรายขนาดไหน

                เสียงน้ำตกกระทบกับพื้นดังไม่หยุดจนยุนโฮต้องรีบเดินเข้าไปในห้องน้ำ  ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกก็พบกับร่างเล็กที่นอนจมอยู่ใต้อ่างอาบน้ำด้วยสภาพที่มีเสื้อผ้าอยู่ครบทุกชิ้น 

                “จุนซู  จุนซู  ตื่นสิ”  ร่างสูงตบที่แก้มของญาติตัวเล็กอย่างแรงเพื่อเรียกให้ได้สติ   แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่จุนซูก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเลยสักนิด  

                ยุนโฮตัดสินใจนำผ้าขนหนูมาห่อตัวของจุนซูเอาไว้เพื่อสร้างความอบอุ่นก่อนจะอุ้มลงไปด้านล่างเพื่อพาไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

                “บอกคุณแจจุงด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวฉันกลับมา”  ร่างสูงสั่งสาวใช้เอาไว้ก่อนจะขับรถที่มีร่างไร้ลมหายใจของร่างเล็กออกไปอย่างรวดเร็ว

 

                ทันทีที่มาถึงจุนซูก็ถูกส่งเข้าไปในห้องฉุกเฉิน  ยุนโฮก็ได้แต่เฝ้าภาวนาให้ร่างเล็กฟื้นขึ้นมาให้ได้  ก่อนหน้านั้นเขาได้โทรแจ้งข่าวให้ทางบ้านของจุนซูได้รับรู้และพวกเขาก็กำลังเดินทางมา

 

                “ญาติคุณจุนซู....เชิญพบคุณหมอที่ห้องค่ะ”  เสียงของพยาบาลสาวดังขึ้นทันที่สัญญาณไฟจากห้องฉุกเฉินดับลง

                “คุณจุนซูอยู่ในภาวะขาดอากาศหายใจนานเกินไปทำให้สมองขาดออกซิเจน    ทำให้อาการของคุณจุนซูน่าเป็นห่วง  หากฟื้นขึ้นมาได้ก็ความจำเสื่อมหรือไม่ก็เป็นเจ้าชายนิทรานอนรอปาฎิหารย์”  คุณหมอบรรยายอาการของจุนซูให้ยุนโฮฟัง 

                “แล้วโอกาสที่เขาจะฟื้นขึ้นมามีมากไหมครับ”  ถึงแม้ในใจลึกๆ ของยุนโฮจะรู้สึกว่าที่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว  จุนซูจะได้ไม่ทำให้ครอบครัวของเขามีปัญหา

                “ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของเขาว่าเข้มแข็งขนาดไหน”  คุณหมอตอบเพียงเท่านี้ ยุนโฮก็พอเข้าใจว่าคงต้องพึ่งปาฏิหาริย์

                ภายของร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงสีขาวเครื่องมือแพทย์ที่เอาไว้ยื้อชีวิตของจุนซูวางอยู่เต็มไปหมดจนแม้แต่คนที่มองอยู่ข้างนอกยังรู้สึกกลัว 

                “จุนซูเป็นยังไงบ้าง”  ทันทีที่พ่อแม่ของจุนซูมาถึงก็รีบตรงเข้ามาหายุนโฮผู้เป็นที่พึ่งสุดท้ายในการเยียวยารักษาสภาพจิตใจของลูกชาย

                “คุณหมอบอกว้าฟื้นก็ความจำเสื่อม...ถ้าไม่ฟื้นก็เป็นเจ้าชายนิทรา”  ร่างสูงตอบด้วยความเศร้าสลดใจ

 

                “น้าฝากด้วยนะยุนโฮ  ไม่มีใครดูแลเขาได้อย่างหลานอีกแล้ว”  อาจฟังดูเห็นแก่ตัวที่ขับใสลูกเชายให้คนอื่นดูแลแต่พวกเขาไม่สามารถควบคุมจุนซูได้จริงๆ

                “ครับ”  ชายหนุ่มแบ่งรับแบ่งสู้  เขาเองก็คงไม่มีเวลามากนักแต่ก็จะพยายามให้ดีที่สุดเท่าที่พี่ชายคนนี้จะทำให้น้องได้

                

tbc

Comment

Comment:

Tweet

อย่าว่าน้องใจร้ายเลยน้า
แต่แอบดีใจที่จุนความจำเสื่อมอ่ะ :3
ยุนแจจะได้รักกันหวานชื่น XD

คู่ยูซูยังไม่ออกโรงเลย สงสารน้องจุนจัง .__.
รีบๆกลับมานะปาร์ค
มาดูแจหัวใจโลมาหน่อยยยย >O<

#1 By Yundori on 2011-10-24 22:42