[Fic] ---สามี--- Part 5-6

posted on 17 Sep 2011 19:15 by bronun-yunjae in Husband

Part 5

 

                ยุนโฮเดินไปเดินมาอยู่ภายในบ้านตระกูลคิมเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้เมื่อคุณหนูของบ้านไม่ยอมกลับมาสักทีทั้งที่นาฬิกาบอกเวลาเกือบตีหนึ่งเข้าไปแล้ว 

....เป็นห่วง....

ใช่เขาเป็นห่วงในฐานะที่เขาเป็นคนที่คอยดูแลแจจุงต่อจากจุงอิลและในฐานะที่เขาดันไปรักคุณหนูเอาแต่ใจคนนั้นเสียแล้ว แม้ว่ามันอาจจะยากที่จะพยายามทำความเข้าใจลูกคนเดียวอย่างแจจุงสักหน่อย แต่ด้วยความจริงใจของเขามันก็คงจะไม่ยากอะไรนักหนาที่จะทำให้แจจุงใจอ่อนได้

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟาด้วยความว่องไวเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่แสนจะคุ้นหู เพราะในช่วงที่จัดพิธีศพจุงอิลนั้น ยุนโฮมาอยู่ที่บ้านตระกูลคิมตลอดเพราะแจจุงไม่ยอมย่างกรายเข้าบ้านเลยสักวันเดียว เขาจึงต้องเป็นคนดูแลทุกอย่างราวกับว่าเป็นลูกชายแท้ๆ

ร่างบางปิดประตูรถเสียงดังสนั่นก่อนจะพาร่างที่เดินไม่ตรงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์เข้าบ้านที่แสนคุ้นเคย

“คูณณณ...พ่อออ...แจจูงงง กลับมาแล้วน๊า” เสียงหวานยานคางฟังแทบไม่ได้ศัพท์ แต่ยุนโฮที่ตั้งใจฟังทุกคำพูดและใส่ใจในทุกการกระทำ ย่อมเข้าใจในสิ่งที่แจจุงพูด

“แจจุง....” ยุนโฮเดินเข้าไปหาหมายจะช่วยประคองร่างบางที่เต็มไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอลล์นั้นให้เดินขึ้นไปถึงห้องโดยสวัสดิภาพ แต่ทันทีที่เข้าถึงตัวแจจุงก็โอบกอดยุนโฮเอาไว้อย่างเหนียวแน่นทันที

“คุณพ่อ...แจจุงไม่ได้เมานะ” คุณหนูคนสวยดื่มหนักจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สมองเหมือนจะถูกสั่งให้ปิดสวิตช์ไปชั่วขณะจนลืมไปว่าคิม จุงอิลไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว

ทุกครั้งที่แจจุงออกไปเที่ยวกลับมาจนดึกดื่นจุงอิลก็จะเป็นคนที่คอยดูแลลูกชายขี้เมาและคอยพร่ำบอกอยู่ทุกครั้งว่าทีหลังห้ามเมาแบบนี้อีกนะ และก็เป็นแจจุงอีกนั่นแหละที่คอยเถียงคั่งๆคูๆอยู่ร่ำไป

“ครับ...ไม่ได้เมาก็เดินดีดีนะครับ” ยุนโฮไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีบางทีหากปล่อยให้เข้าใจว่าผู้เป็นพ่อยังอยู่ตรงนี้ก็คงจะดีเสียกว่า

“พ่อ...แจจุงรักพ่อนะ” เสียงหวานคร่ำครวญออกมาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะฟุบหลับคาแผ่นอกแกร่งที่เข้าใจว่าเป็นบุคคลที่คอยให้ไออุ่นมาตลอดยี่สิบสองปี

ยุนโฮส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยอ่อน แจจุงเมามากจนไม่เหลือสติเลยแต่ก็ยังเก่งที่สามารถขับรถกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้ หากเขาปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่นานอาจจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้

“คุณลุงก็รักแจจุงมากเหมือนกันครับ” ยุนโฮเป็นคนที่ตอบแทนคิม จุงอิลที่ไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่าพูดไปแจจุงจะไม่รับรู้ก็ตาม

“...และยังมีผม.....ที่รักคุณ” ยุนโฮฉวยโอกาสนี้บอกความในใจของตัวเองออกไป ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ แต่เขาก็โล่งใจที่ได้พูดมันออกมา

ความรักของเขามันเกิดขึ้นตอนไหนเขาเองก็ไม่อาจรู้เช่นกัน รู้แต่เพียงว่ารูปลักษณ์ภายนอกของคิม แจจุงนั้นช่างดึงดูดสายตาของทุกคนรวมถึงเขาด้วย
จะว่าเขารักแจจุงเพราะสวยก็คงจะไม่แปลก


....แต่เขารักความอ่อนแอที่อยู่ลึกๆ ภายในจิตใจของแจจุงมากกว่า...
.
.
.
.
เช้าวันใหม่แจจุงตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง มือบางทั้งสองข้างบีบนวดขมับของตัวเองอย่างแรงเพื่อหวังว่าความปวดหนึบข้างในนั้นจะจางหายไปบ้าง เขาจำได้แค่เพียงว่าไปดื่มกับยูชอนนิดหน่อยและขับรถกลับบ้านมาเจอพ่อที่นั่งรออยู่

“พ่อ!!!!” ร่างบางสะบัดผ้าห่มลุกขึ้นจากเตียงไม่สนใจอาการปวดหัวของตัวเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนี้เขาเจอบุคคลที่เขารักสุดหัวใจ

“แจจุง...คุณจะไปไหน” ยุนโฮที่ถือถาดข้าวต้มเดินเข้ามาเห็นแจจุงวิ่งหน้าตาตื่นก็ร้องทักพร้อมกับวางถาดก่อนจะคว้าตัวร่างบางเอาไว้ได้ทัน

“พ่อ...เมื่อคืนพ่อกอดฉัน....ฉันจะไปหาพ่อ...ปล่อย!!!!!” ยุนโฮกอดรัดเอวบางให้แน่นขึ้นเมื่อเข้าใจสาเหตุของการคุ้มคลั่งเช่นนี้

“คุณลุงท่านไปสบายแล้วนะครับ” ยุนโฮพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบสองมือแกร่งดึงรั้งแจจุงเอาไว้ไม่ให้วิ่งออกจากห้องไปได้

“.........” ร่างบางหยุดดิ้นยืนนิ่งอยู่ภายใต้อ้อมกอดของชายหนุ่มอยู่อย่างนั้น 

....ใช่....

พ่อของเขาจากไปแล้ว

พ่อจากลูกคนนี้ไปแล้ว

“พ่อคงจะเบื่อฉันมากใช่ไหม....ถึงได้รีบจากไปแบบนั้น” แขนบางยกขึ้นโอบแผ่นหลังแกร่งของอีกฝ่ายด้วยความไม่รู้ตัว

“ไม่มีพ่อคนไหนเบื่อลูกหรอกนะครับ....คุณลุงท่านรักแจจุงยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองซะอีก” ชายหนุ่มดันตัวร่างบางให้ออกจากอ้อมกอด มือแกร่งทั้งสองข้างประคองใบหน้าหวานเอาไว้ ดวงตาเรียวคมสบกับตากลมโตของแจจุงด้วยความบังเอิญ

ความปรารถนาที่อยู่ภายในใจลึกๆ ทำให้ยุนโฮไม่รั้งรอที่จะโน้มใบหน้าอันหล่อเหลานั้นเข้าไปหา ริมฝีปากบางสีเชอร์รี่ล่อตาล่อใจอยู่ตรงหน้ายิ่งทำให้สติสัมปชัญญะความยับยั้งชั่งใจต่ำลงจนติดลบ

เพี๊ยะ!!!!

“อย่ามาฉวยโอกาสกับคนอย่างฉัน” 

ยังไม่ทันที่ริมฝีปากของทั้งสองจะได้สัมผัสกัน แจจุงที่ดูเหมือนกำลังจะเคลิ้มไปในคลาแรกกลับได้สติและพาดฝ่ามือสวยลงบนแก้มกร้านของยุนโฮเสียก่อน

“ผมขอโทษครับ” ยุนโฮก้มหน้ารับความผิดด้วยความเต็มใจ เพราะเขาเองที่ปล่อยให้ความปรารถนาในจิตใจครอบงำเสียจนลืมนึกถึงจิตใจของแจจุง

“ถ้าคุณพ่อรู้ว่านายมันก็แค่ผู้ชายฉวยโอกาสคนนึงเท่านั้น....ท่านคงเสียใจที่ฝากฉันเอาไว้กับนาย” ร่างบางพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้คนที่ถูกกล่าวหาว่าฉวยโอกาสได้แต่ยืนปลงในสถานะของตัวเอง

...ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปซะทุกอย่าง...

อันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทนไปเพื่ออะไรกับแค่คุณหนูคนหนึ่งที่ถูกตามใจจนเสียนิสัย และดูเหมือนว่านิสัยเสียๆ นั้นคงยากที่จะแก้ไขหรือจะเรียกให้ถูกนั่นก็คือไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว 

ยุนโฮเดินตามแจจุงลงไปยังชั้นล่างเพราะอยากจะคุยเรื่องการแต่งงานครั้งที่สองของเขาทั้งสองคนให้เสร็จเรียบร้อย 

..เขาไม่ได้อยากได้สมบัติ...เขาอยากได้หัวใจของแจจุง..

“คุณพอจะมีเวลาว่างคุยกับผมบ้างไหมครับ” ยุนโฮเรียกร้องความสนใจจากคนที่เอาแต่นั่งกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปมาไม่สนใจที่จะดูช่องไหนสักที

“มีอะไรก็ว่ามาสิ” อันที่จริงแม้แต่เสียงเขาก็ไม่อยากจะได้ยินจากปากของผู้ชายคนนี้ด้วยซ้ำ แต่จะให้ทำยังไงได้คิดซะว่าทำเพื่อพ่อก็แล้วกัน

“เรื่องงานแต่งงานของเรา....”

“ไม่ต้องมีงานอะไรทั้งนั้นแหละ...แค่จดทะเบียนด้วยกันก็พอ...ส่วนจะเป็นวันไหนนายก็จัดการมาให้เรียบร้อยก็แล้วกัน” พูดจบก็ทำหน้าเหม็นเบื่ออยากจะเดินหนีไปจากตรงนี้อีกแล้ว แต่ติดที่ยุนโฮรั้งเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนสิครับ...ถ้าคุณต้องการเพียงแค่นั้นผมก็จะทำให้...เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนกัน....เก้าโมงตรงนะครับ” ยุนโฮคิดว่าบางทีเขาก็ต้องใช้ไม้แข็งกับคนอย่างแจจุงเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นสิ่งที่คุณจุงอิลฝากฝังเอาไว้มันก็คงจะสูญเปล่า

“อือ...” แจจุงตอบรับอย่างไม่เต็มใจนัก พรุ่งนี้แล้วสินะที่อิสระของเขาจะหมดลง ถึงแม้จะตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีทางยอมผู้ชายคนนี้เด็ดขาด แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
ทุกครั้งที่ได้สบตา...ก็รู้สึกเหมือนกับว่ายุนโฮมีอะไรบางอย่างที่น่าเกรงขาม

“และหลังจากนั้นผมจะพาคุณเข้าไปบริษัทของคุณพ่อคุณ....คุณควรจะเริ่มสานต่อกิจการของพ่อคุณได้แล้วนะครับ” ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแต่ก็เป็นเหมือนคำสั่งกลายๆ

“มีอะไรจะสั่งฉันอีกไหม?” 

แจจุงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจพร้อมด้วยแววตายียวนจนยุนโฮอยากจะจับมาจูบสั่งสอนอีกสักทีสองที

“ไม่มีแล้วครับ” 

“งั้นพรุ่งนี้เก้าโมงค่อยเจอกันอีกทีแล้วกัน...ฉันเบื่อหน้านายเต็มทนละ” แจจุงทำตาขวางใส่ยุนโฮอีกครั้งก่อนจะหยิบกุญแจรถและขับมันออกไปอีกเช่นเคย

เป็นอีกครั้งที่ยุนโฮต้องยืนมองอยู่ข้างหลัง

อีกครั้งที่โดนเมินอย่างไม่ใยดี...ทั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้นั้นมีแต่ความหวังดีทุกอย่าง

เมื่อไหร่กัน..ที่จะยอมเปิดใจให้เขาสักที

 

ร่างบางขับรถคันหรูออกมาจากบ้านของตัวเองโดยไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าจะไปที่ใดรู้เพียงแค่ว่าไม่อยากอยู่บ้าน ไม่อยากเห็นหน้ายุนโฮ 

แจจุงขับรถไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้เหยียบคันเร่งจนมิดอย่างเช่นทุกครั้ง ปล่อยให้รถแล่นไปอย่างช้าๆ พร้อมกับเปิดกระจกเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้เต็มที่ การกระทำแบบนี้ทำให้ร่างบางรู้สึกผ่อนคลายขึ้น 

.....ดีกว่าอัดควันบุหรี่เข้าปอดเป็นไหนๆ...

“เฮ้!!!...อยู่บ้านหรือเปล่า” เมื่อคิดอะไรขึ้นได้มือบางก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนรักอย่างยูชอนทันที

( อยู่ๆๆ...จะชวนไปไหนอีกล่ะ ) ยูชอนรู้ว่าเหตุผลที่คุณหนูคิมคนสวยจะโทรหาเขานั้นมันก็มีแค่ไม่กี่เหตุผล ไม่ชวนกินเหล้าก็ชวนไปเข้าคลินิกบำรุงผิว

“เปล่า...งั้นเดี๋ยวฉันเข้าไปหา...แค่นี้นะ บาย” มือเรียวสวยตัดสายทิ้งโดยไม่รอให้ยูชอนตอบตกลงหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ก่อนจะขับรถให้เร็วเพื่อจะได้ไปถึงจุดหมายให้เร็วกว่าเดิมเท่านั้นเอง
.
.
.
“แหม...ลมอะไรหอบคุณหนูคิมมานั่งกระดิกเท้าอยู่ที่บ้านฉันเนี่ย” ยูชอนเดินลงบันไดมาจากชั้นบนของบ้านไม่วายเหน็บแนมเพื่อนคนสวยที่เข้ามานั่งดูทีวีกระดิกเท้าอย่างสบายใจในห้องนั่งเล่น ขณะที่เจ้าของบ้านอย่างเขาเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ

“อย่ายุ่งน่า” นอกจากเท้าสวยๆ นั้นจะกระดิกด้วยจังหวะที่น่ารักน่าชังแล้ว มือเรียวสวยนั้นก็หยิบขนมที่ได้จากแม่บ้านใจดีไม่หยุดหย่อน

“ให้มันได้อย่างงี้สิ...” ยูชอนได้แต่ปลงกับนิสัยอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแจจุง มานั่งอยู่ในบ้านคนอื่นเขาแท้ๆ ยังไม่ให้เจ้าของบ้านยุ่งอีกต่างหาก ชายหนุ่มไม่พูดอะไรต่อพลางหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านอย่างสบายอกสบายใจบ้าง

“นายจะกลับอเมริกาเมื่อไหร่” อยู่ๆ แจจุงก็ทำลายความเงียบเมื่อรายการโทรทัศน์เริ่มไม่มีอะไรน่าดูรวมทั้งขนมในจานก็หมดลงแล้วเช่นกัน

“ก็คงจะอีกสองสามวัน” ยูชอนตอบโดยไม่มองหน้าเพื่อน ดวงตาเรียวคมยังคงจดจ้องหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อหาหัวข้อข่าวที่น่าสนใจต่อไป

“อืม...พรุ่งนี้ฉันจะจดทะเบียนกับยุนโฮ” ยูชอนไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า ว่าเสียงแข็งๆ ของคุณหนูคนสวยนั้นอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด

“...........” ชายหนุ่มพับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้ามองแจจุงช้าๆ 

“มองทำไม....อย่ามาสารภาพรักฉันตอนนี้นะ” แจจุงพูดติดตลก เขารู้ว่ายูชอนไม่ได้คิดอะไรกับเขา เพียงแค่เอาเรื่องตามหนังสือนิยายและตามละครมาพูดให้บรรยากาศมันไม่อับเฉาจนเกินไปเท่านั้นเอง

“ไอ้บ้า.....คิดดีแล้วเหรอ” ยูชอนคิดว่านิสัยอย่างแจจุงนั้นยากที่จะถูกใครสักคนผูกมัด เรารู้ว่ายังไงแจจุงกับยุนโฮก็ต้องแต่งงานกันตามเงื่อนไขของพินัยกรรม แต่ถ้าหากเพื่อนรักของเขาคิดดีดี สมบัติทั้งหมดของตระกูลคิมแค่จะถูกแบ่งครึ่งยังไงก็สบายไปทั้งชาติอยู่แล้ว

“ฉันคิดดีแล้ว....สมบัติของตระกูล...บรรพบุรุษของฉันเขาลำบากกันมาตั้งเท่าไหร่กว่าจะมีได้อย่างทุกวันนี้.....แล้วทำไมฉันต้องให้คนอย่างหมอนั่นฮุบไปด้วย” พูดถึงเรื่องสมบัติทีไรใบหน้าสวยหวานเป็นอันต้องเคร่งเครียดขึ้นทุกทีไป เขาไม่เคยคิดที่จะเสียดายสมบัติของตัวเองแต่เขาคิดว่าคนมาทีหลังอย่างยุนโฮไม่สมควรจะได้สิ่งที่ทุกคนในตระกูลของเขาเพียรพยายามสร้างสมกันเป็นสิบปี

“แต่ชีวิตของนายทั้งชีวิตต้องอยู่กับคนที่นายเกลียดแสนเกลียดอย่างนั้นเหรอ” ยูชอนแนะนำอย่างมีเหตุผล เขาไม่อยากให้เพื่อนต้องอยู่อย่างมีความทุกข์ สมบัติก็เป็นแค่ของนอกกายถึงตายก็เอาไปไม่ได้ 

“นายไม่ต้องห่วงหรอกนะ....ครบสองปีตามที่พินัยกรรมบอกเอาไว้เมื่อไหร่ฉันจะบีบให้มันหย่ากับฉันไปเอง” 



......................................................................................



หลังจากที่แจจุงขับรถออกจากบ้าน ยุนโฮก็โทรหาทนายประจำตระกูลเพื่อจัดการเรื่องจดทะเบียนที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ถึงแม้จะเป็นแค่การจดทะเบียนสมรสง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตรองอะไรแต่เนื่องจากอยู่ในข้อกำหนดของพินัยกรรมจึงจำเป็นต้องให้ทนายมาเป็นพยานในการจดทะเบียนครั้งนี้ด้วย

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหลังจากที่ชายหนุ่มเพิ่งจะได้มีเวลาพักหลังจากจัดการทุกอย่างในตระกูลคิมไม่นาน มือเรียวใหญ่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูในขณะที่ดวงตาเรียวคมยังคงหลับอยู่

“ฮัลโหล...” น้ำเสียงทุ้มงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่นทำให้คนปลายสายแอบหัวเราะเบาๆ

( ยุนโฮ... ) 

“..หืม...มิยอง” ยุนโฮเด้งตัวขึ้นจากโซฟาตัวนุ่มเมื่อนึกได้ว่าเสียงหวานแหลมที่ดังมาจากปลายสายนั้นเป็นใคร

( เซอร์ไพรซ์...ดีใจจังที่จำเสียงมิยองได้ ) เสียงแหลมสำเนียงแปล่งๆ ตามประสาคนที่อยู่เมืองนอกมานานทำเอายุนโฮขมวดคิ้วเพราะฟังคำบางคำไม่รู้เรื่อง

( มารับฉันที่สนามบินหน่อยสิคะ....เพิ่งกลับมาถึง...อยากเห็นหน้าคุณเป็นคนแรก ) 
ยุนโฮทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อันที่จริงก่อนหน้านี้สักสี่ห้าปีตอนที่ยังเรียนมัธยมอยู่นั้นเขาเคยหลงรักมิยองมาก่อน แต่ผู้หญิงอย่างมิยองนั้นไม่รู้จักคำว่าพอ

ทำให้เขารัก...

หลอกใช้เขา

แต่สุดท้ายก็จบลงที่การบอกว่าไม่เคยคิดอะไรกับเขาเ