[Fic] ---สามี--- Part 3-4

posted on 17 Sep 2011 19:12 by bronun-yunjae in Husband

Part 3

.

.

.

                เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับเวลาที่คิม จุงอิลรอคอย  ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขากำลังจะมีคนมาดูแลแทน  ชายชราในชุดสูทสีดำแลดูสง่างามสมกับเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของเกาหลีนั่งดูอะไรสักอย่างอยู่ในห้องพักโรงแรมที่จะมีการจัดงานแต่งงานของคิม  แจจุง และ ชอง  ยุนโฮ  ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้  

                ในขณะที่สองคนสำคัญของงานนั้นถูกแยกตัวเพื่อแต่งตัวทำผมให้พร้อมกับการรับแขก  จุงอิลก็แยกตัวอยู่ตามลำพังเช่นกัน  เสียงไอแห้งๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากคนที่พยายามฝืนสังขารของตัวเองเพื่อให้อยู่ดูวันสำคัญของลูกชายให้ได้   เรื่องการป่วยของเขานั้นถูกสั่งห้ามจากทุกคนที่รู้ว่าห้ามบอกให้แจจุงรู้เป็นอันขาด  เพราะฉะนั้นไม่ว่าหมอจะว่าอย่างไร  ร่างกายของเขาจะไม่ไหวขนาดไหน  เขาก็จะไม่ยอมนอนที่โรงพยาบาลเด็ดขาด

                ความเจ็บป่วยของเขาเด่นชัดพอที่จะสังเกตเห็นได้แต่ที่แจจุงไม่เห็นนั้น  เป็นเพราะเขาเองที่ไม่ว่าจะทำอย่างไร  ใบหน้าหวานๆ ของลูกชายก็ทำให้เขามีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่  สังขารที่ไม่เที่ยงก็พร้อมจะเสแสร้งแกล้งทำเป็นแข็งแรงทุกครั้ง

                แต่ฝืน...ยังไงก็คือฝืน

                จิตใจของเขาฝืนสภาพร่างกายมานานเต็มทน

                จนถึงวันนี้.....วันที่รอคอย  เขากลับไม่มีแรง  ไม่มีกำลังแม้แต่จะลุกขึ้นจากโซฟาตัวนิ่มของโรงแรม 

 

                                .........................................................................................

 

                “อย่ามายุ่งกับฉันได้ไหม”  มือบางพยายามปัดป่ายอุปกรณ์แต่งหน้าที่บรรดาช่างสาวๆ ต่างพากันเข้ารุมทึ้ง

                “วันนี้เป็นวันสำคัญนะคะถ้าไม่แต่งหน้าก็จะไม่สวยนะคะ”  หนึ่งในบรรดาผู้กล้าเอ่ยขึ้นมาเป็นคนแรก   พวกเธอเองก็ใช้ความพยายามมากอยู่เหมือนกันกับการแต่งหน้าแต่งตัวให้คุณหนูแจจุงจอมเอาแต่ใจ

                “ฉันไม่ได้อยากสวย....ไม่ต้องแต่ง  พอๆ เลิก”  ร่างบางลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่ตรงหน้ากระจกไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะรู้สึกอย่างไร 

                ในเมื่อเขาเป็นผู้ชาย แค่ให้มาแต่งงานกับผู้ชายด้วยกันก็รู้สึกทุเรศตัวเองอยู่พอแรงแล้ว  เขาไม่ต้องการให้ใครมาทำเหมือนกับว่าเขาเป็นผู้หญิง   แจจุงพาตัวเองออกมานั่งรับลมอยู่ที่ระเบียงห้อง  สายลมพัดเอื่อยเฉื่อยพร้อมกับบรรยากาศที่สดชื่นพาให้เขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

อันที่จริงเขาเองก็สงสัยอยู่ไม่น้อยเลยว่าทำไมพ่อต้องอยากให้เขาแต่งงานกับยุนโฮนักหนา  จะว่าเป็นเหตุผลทางธุรกิจก็ไม่น่าจะใช่   เพราะบริษัทของพ่อเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

                แล้วเพราะอะไร......

                นั่นคือสาเหตุที่คิม  แจจุงจอมเอาแต่ใจ  คิดไม่ตก

                “คุณแจจุงคะ   ถึงเวลาแล้วค่ะ”  เวลาที่ว่านั้นคือต้องออกไปรับแขกพร้อมกับยุนโฮ 

                จะว่าไป...วันนี้เขาก็ยังไม่ได้เห็นหน้ายุนโฮเลยด้วยซ้ำ

               

ร่างบางในชุดสูทสีขาวดูเข้ากันกับผมสีดำยาวประบ่า  ใบหน้าสวยหวานที่ไม่ได้ถูกแต่งแต้มเครื่องสำอางใดใดทั้งสิ้นไม่ได้ทำให้ดูแย่แต่อย่างใด   เรียวปากอิ่มสีชมพูระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาตินั้นดึงดูดสายตาของแขกในงานได้เป็นอย่างดี

รวมทั้ง...คนสำคัญอีกคนที่ยืนรออยู่ก่อนหน้าแล้ว

....ยุนโฮ.....

ชายหนุ่มยืนรอคู่สมรสของตนอยู่หน้าประตูทางเข้าที่ถูกจัดเป็นซุ้มประตูโค้งที่ประดับด้วยดอกลิลลี่สีขาวสะอาดตาชวนให้คนมองได้ซึมซับถึงความสุขที่ควรจะแพร่กระจายอยู่ในงานแต่งงาน

ในขณะที่แจจุงไม่ได้สนใจจะมองหาใครนอกจากผู้เป็นพ่อของตน  วันสำคัญที่พ่อต้องการจะเห็นนักหนาวันนี้เขาทำให้แล้ว

แล้วพ่อที่รอดูอยู่นั้น...หายไปไหน

 

ร่างบางรู้สึกถึงแรงกระตุกบางอย่างที่หัวใจทำให้รู้สึกแย่จนแสดงออกมาทางสีหน้าโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว  มีเพียงคนที่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาอย่างยุนโฮเท่านั้นที่สัมผัสถึงมันได้

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า...สีหน้าไม่ค่อยดีเลย”  ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่างานแต่งงานวันนี้อาจทำแจจุงรู้สึกแย่มากจนถึงมากที่สุด  ทั้งที่ตัวเขารู้สึกดีใจจนนอนไม่หลับ

“ไม่ได้เป็นอะไรหรอก  แต่รู้สึกแปลกๆ....นายเห็นพ่อฉันบ้างหรือเปล่า”  ไม่รู้ทำไมแจจุงถึงได้ตัดสินใจถามถึงพ่อของตนเองกับคนอื่นที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยุนโฮ

หรือความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ลึกๆ ภายในจิตใจมันบอกเขาว่ายุนโฮมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเต็มๆ

“คุณลุงพักอยู่ในห้อง........หรือว่า...”  ประโยคหลังอุทานออกมาเบาๆ อย่างไม่ต้องการให้แจจุงได้ยิน  ก่อนที่ดวงตาเรียวจะเบิกโพลงเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

“อาการของคุณคิม นั้นทรุดหนักจนเกินจะเยียวยา   หากไม่จำเป็นอย่าทิ้งคุณคิมเอาไว้ตามลำพัง”

 

“เป็นอะไรของนาย”  แจจุงลืมเรื่องของพ่อไปชั่วครู่เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของยุนโฮแลดูตกอกตกใจขนาดหนัก

“อะ  เอ่อ เปล่า....คุณยืนรับแขกอยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ  เดี๋ยวผมมา”  ยุนโฮตัดสินใจจะขึ้นไปดูคิม  จุงอิลด้วยตัวเอง 

เขาไม่ไว้ใจหากจะให้ใครขึ้นไปดูแทน

หรือถ้าจะให้บอกแจจุงตอนนี้.....เขาคิดว่ามันสายไปแล้วที่แจจุงจะรับรู้

...ขอพระเจ้าโปรดเมตตา  ให้คุณลุงมีชีวิตอยู่จนงานสำคัญที่คุณลุงปรารถนานี้จบลง......

        .......................................................................................

 

แจจุงถูกทิ้งให้ยืนรับแขกอยู่เพียงลำพัง   ใบหน้าสวยหวานบึ้งตึงทำให้ผู้คนที่เดินเข้ามาในงานต่างก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาถ่ายรูปด้วยทั้งที่เป็นวันสำคัญที่ควรจะรื่นรมย์   แต่สำหรับแจจุงตอนนี้ต่อให้เอาละครลิงมาแสดงอยู่ตรงหน้าเขาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะอารมณ์ดีขึ้นมาได้หรือเปล่า

ร่างบางยกนาฬิกาเรือนสวยที่ประดับอยู่บนข้อมือขึ้นมาดูด้วยความหงุดหงิด

 

....ยุนโฮหายไปสิบห้านาทีแล้ว...

 

“เอ๊ะ...นั่นคุณยุนโฮนี่นา”  หญิงสาวที่เป็นแขกในงานบางขึ้นโวยวายขึ้นมาพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือไปยังทางออกของโรงแรมที่มีชายหนุ่มร่างสูงใส่สูทวิ่งตามผู้ชายสองคนที่ดูการแต่งกายก็รู้ว่าเป็นบุรุษพยาบาลและที่สำคัญเตียงผู้ป่วยที่มีล้อเข็นได้นั้นมีใครบางคนนอนอยู่

แจจุงไม่รู้ว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้นเป็นใคร  เขารู้แต่ว่าหัวใจของเขาสั่งให้วิ่งตามยุนโฮไป

....อยากรู้ว่าเป็นใคร...

...หรือสังหรณ์ใจว่าเป็นใคร....

มันเหมือนกันหรือเปล่า???

 

ความคิดที่ตีกันวุ่นอยู่ในหัวพร้อมๆ กับขาเรียวยาวที่ออกวิ่งไปก่อนที่สมองจะสั่งการเสียอีก

“ยุนโฮ......ยุนโฮ”  เมื่อเห็นว่าวิ่งตามเท่าไหร่ก็ไม่ทันแจจุงจึงใช้วิธีตะโกนเรียกชื่อคนที่วิ่งนำไปอยู่ไกลพอสมควร   รถพยาบาลที่จอดอยู่ไม่ไกลทำให้ร่างบางรู้สึกหมดหวังหากไม่เรียกยุนโฮเอาไว้เสียก่อน

“..............”  เป็นดังคาดชายหนุ่มที่วิ่งนำหน้าอยู่ในตอนแรกหยุดยืนหอบหายใจ  พร้อมกับหันมาตามเสียงเรียกทางด้านหลัง

“ใครเป็นอะไร”  หัวใจที่เต้นระรัวร่างบางเลือกที่จะตัดสินใจเอาเองว่าเกิดจากการวิ่งด้วยความรวดเร็วในระยะทางสั้นๆ

“คุณลุง....”  ยุนโฮพูดเพียงเท่านี้ก่อนจะหยุดหอบหายใจอีกครั้ง

แต่สำหรับแจจุงการที่ยุนโฮหยุดพูดแบบนี้นั้นเหมือนเขาที่กำลังจะหยุดหายใจเพราะเขารู้ดีว่าคุณลุงที่ยุนโฮพูดถึงนั้นคือพ่อของเขาเอง

“คุณพ่อ...เป็นอะไร”  ประโยคง่ายๆ ที่ดูจะยากเหลือเกินในยามนี้ที่จะเปล่งมันออกมา

“.............”

“คุณพ่อเป็นอะไร...ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้!!!!!!!!”  มือบางทั้งสองข้างกระชากคอเสื้อของยุนโฮเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว   ในตอนนี้หัวใจของเขาร้อนรุ่มยิ่งกว่าเอาไฟมาเผาเสียอีก

ยุนโฮไม่รู้ว่าจะต้องตอบแบบไหนเพื่อไม่ให้แจจุงเสียใจ   แต่คิดไปคิดมาก็คงจะไม่มีทางไหนเลยที่ร่างบางตรงหน้านี้จะไม่รู้สึกเช่นนั้น 

 แก้วตาใสที่เคยกล้าแกร่งจดจ้องเข้าไม่มีลดละกำลังเอ่อคลอไปด้วยน้ำใสๆ

ริมฝีปากบางที่ต่อว่าทุกคนได้ทุกเมื่อยามไม่พอใจกำลังสั่นระริก

มือบางที่กอบกุมคอเสื้อของเขาก็กำลังสั่นเทา

......จนเขาไม่กล้าที่จะเอ่ยมันออกไปเลยสักนิดเดียว........

“พ่อของฉัน...”  หยาดน้ำตากำลังไหลอาบแก้มเนียนจนทำให้ยุนโฮทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน

“ไปโรงพยาบาลกับผมเถอะ”  ยุนโฮจับมือบางที่กำลังสั่นเทานั้นด้วยความทนุถนอม  เขาไม่อาจทำอะไรให้ดีไปกว่าการที่ให้แจจุงไปฟังสิ่งที่คุณหมอจะบอกด้วยตัวเอง   เพราะตัวเขาก็ทำหน้าที่นี้แทนมานานแล้วเช่นกัน

...ถึงเวลาที่แจจุงจะรู้ความจริงสักที....

 

...........................................................................................................

 

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งค่อนคืนที่แจจุงได้แต่นั่งอยู่หน้าห้องไอซียู  แก้วตาใสเหม่อลอยไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของใครทั้งสิ้น   สิ่งที่เขาได้รับฟังมาจากคุณหมอนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายเกินไป  เกินกว่าที่สมองและหัวใจที่ไม่เคยพบเจอกับเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจจะรับได้

 

“คุณคิมเป็นมะเร็งในกระดูกมานานแล้ว...วันนี้ที่ท่านอาการทรุดหนักเพราะเซลล์มะเร็งที่อยู่ในร่างกายของท่านกัดกินจนทำให้กระดูกเปราะและแตกหักได้ง่ายเป็นทุนเดิมทำให้ท่านทนความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหว......คุณแจจุงต้องทำใจนะครับ”

 

ทำไมทุกคนต้องมาบอกให้เขาทำใจในวันที่ทุกอย่างสายไปแบบนี้   ต่อให้เขาเป็นเทวดาเขาก็ไม่สามารถทำใจได้อย่างแน่นอน

คุณพ่อที่เขาเถียงอยู่ด้วยทุกวัน

คุณพ่อที่บังคับให้เขาแต่งงานอยู่เมื่อเดือนก่อนนั้น

...กำลังจะจากเขาไปจริงๆ เหรอ...

 

ร่างบางคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ จนได้เข้าใจว่าสาเหตุที่พ่อของเขาบังคับให้แต่งงานนั้นอาจเป็นเพราะต้องการให้ใครสักคนมาดูแลเขาแทนในยามที่ท่านจากไป   แต่ทำไมไม่ถามความคิดเห็นเขาบ้างว่าในชีวิตของเขาไม่เคยต้องการให้ใครมาแทนที่ของท่าน

“แจจุง....คุณเป็นยังไงบ้าง”  ยุนโฮรีบวิ่งมาหาแจจุงหลังจากที่กลับไปจัดการขอโทษขอโพยแขกที่มาในงานแต่งงาน 

“ฉันควรจะเป็นยังไงดีล่ะ”  เสียงหวานที่ดูไร้ชีวิตชีวาทำเอายุนโฮใจกระตุกวูบ  ชายหนุ่มเข้าใจสิ่งที่แจจุงเป็นในตอนนี้ดี  คนสำคัญเพียงคนเดียวของแจจุงกำลังจะจากไป ชีวิตทั้งที่ชีวิตที่เคยถูกประคบประหงม   คอยปกป้องประคับประคองทุกทางกำลังจะไม่เหลือใคร

“คุณยังมีผม....นั่นคือเจตนาสุดท้ายของคุณลุง”  ยุนโฮถือวิสาสะคว้าฝ่ามือบางนั้นมากอบกุม  ในขณะที่แจจุงได้แต่ปล่อยให้มือของตัวเองนั้นถูกกอบกุมต่อไป  หากเป็นแต่ก่อนเขาคงจะด่าหรือไม่ก็ลุกขึ้นต่อยหน้ายุนโฮไปเรียบร้อยแล้ว

“ที่โรงแรมเป็นยังไงบ้าง